ปล่อย "ลุงโยชน์"ใช้อะไรเข้าแลก...?

หลังจากถูกทหารเขมรเข้ามาจับตัวไปจากชายแดน จ.สุรินทร์ นานถึง 20 วัน ในที่สุด เขมรก็ยอมปล่อยตัว นายโยชน์ สายน้อย หรือ "ลุงโยชน์" ราษฎรไทยที่เข้าไปหาของป่าตามแนวชายแดนกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวแล้ว
โดยมีรายงานข่าวจากกองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 ว่า การปล่อยตัวลุงโยชน์ เป็นผลมาจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดผ่านกลไก คณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนภูมิภาค(RBC) ระหว่าง ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 ของไทย
กระทั่งมีการปล่อยตัวลุงโยชน์ผ่านทางด่านถาวรช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเช้าวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 2 ประสานให้ทางกัมพูชาส่งตัวลุงโยชน์คืนกลับมาให้ได้
และยังมีรายงานจากกองทัพบกยืนยันว่าการปล่อยตัวครั้งนี้ไม่มีการต่อรองใดๆ เพราะปกติฝ่ายไทยจับชาวกัมพูชาได้อยู่เสมอ และทางฝั่งกัมพูชาก็มีการประสานขอตัว ให้ส่งกลับเป็นระยะอยู่แล้ว
ก่อนอื่น คุณนายพิม ต้องขอแสดงความยินดีกับลุงโยชน์ และครอบครัว ที่ได้กลับสู่แผ่นดินเกิดอย่างปลอดภัย
พร้อมทั้งชื่นชมรัฐบาล และกองทัพ ที่สามารถนำตัวลุงโยชน์กลับบ้านได้อย่างรวดเร็ว เกินความคาดหมาย
แต่ในทางกลับกัน เรื่องนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะนำมาสู่คำถามต่างๆ ตามมาว่า การปล่อยตัวลุงโยชน์ครั้งนี้ มีเบื้องลึก-เบื้องหลังอะไรไปแลกเปลี่ยนมาหรือไม่?
เพราะมันผิดวิสัยของ ฮุนเซน อย่างมาก ที่จู่ๆ จะปล่อย "ไพ่เด็ด" ออกมาง่ายๆ เช่นนี้

หลายคนคงจำได้ว่า เมื่อปลายปี 2553 เขมรจับกุม นายวีระ สมความคิด พร้อมพวก ที่เดินทางเข้าพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอธิปไตยไทย แต่ถูกผู้อพยพชาวเขมรเข้ามายึดครองมานานกว่า 30 ปี
สุดท้าย คณะของนายวีระถูกจับกุม พร้อมตั้งข้อหาหนัก ฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ,บุกรุกพื้นที่ทหาร และจารกรรมข้อมูลทางทหาร โดยศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกเป็นเวลานานถึง 8 ปี
โดยตอนนั้นนายวีระถือเป็น "ไพ่เด็ด" ของฮุนเซนที่ใช้กดดันไทย เพราะขณะนั้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ไม่ได้หวานชื่น เพราะอยู่ในสมัยของรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์
นายวีระจึงถูกจับ "ขังลืม" เพื่อใช้เป็นไพ่ต่อรองกับไทย และแม้จะเจรจายังไงก็ไม่เป็นผล ทำให้นายวีระต้องติดคุกยาวเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน
ก่อนจะมาพ้นโทษในเดือนกรกฎาคม 2557 หลังเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นยุค "ลุงตู่" แล้ว
และพอย้อนมาเปรียบเทียบกับเคสของลุงโยชน์ จึงน่าแปลกใจว่า ทำไมฮุนเซนถึงปล่อยตัวลุงโยชน์มาง่ายๆ
ทำไมถึงไม่ใช้ลุงโยชน์เป็นไพ่เด็ดเอาไว้ต่อรองกับไทย เหมือนสมัยจับตัวนายวีระ?
ที่สำคัญ หากเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศแล้ว ความสัมพันธ์ในตอนนี้ยิ่งแย่กว่าสมัยของนายกฯอภิสิทธิ์อีก เพราะเพิ่งผ่านการสู้รบกันมาถึง 2 รอบ
แถมยังมีการเรียกทูตกลับ และปิดด่านชายแดนอีกด้วย
ดังนั้น การปล่อยตัวลุงโยชน์จึงกลายเป็นคำถามที่ดังกลบความดีใจ เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ที่ "ง่ายเกินไป"
โดยประเด็นที่นายกฯ อนุทิน จะถูกตั้งคำถามแน่ๆ คือ

- การปล่อยตัวลุงโยชน์ครั้งนี้ จะนำมาสู่การ "เปิดด่าน" เร็วๆนี้หรือไม่
- หรือถ้าไม่ใช่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ฝ่ายไทยใช้อะไรไปกดดัน และจะเกี่ยวข้องกับเสียงที่คล้าย "โซนิคบูม" จากเครื่องบินรบ ที่ชายแดน จ.สุรินทร์ หรือไม่
- และฝ่ายไทยจะให้ลุงโยชน์ไปชี้จุดยืนยันหรือไม่ว่า จุดที่แกถูกจับกุมเป็นเขตแดนไทย
เพราะถ้าเรายืนยันชัดว่า ลุงโยชน์ถูกจับในดินแดนของเรา..ก็เท่ากับว่าทหารเขมรล้ำแดนเข้ามา ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง
นั่นคือประเด็นที่ คุณนายพิม พอจะนึกออกในตอนนี้..
แต่ถึงอย่างไร ก็ขอชื่นชมรัฐบาล และกองทัพอีกครั้ง ที่สามารถนำตัวลุงโยชน์กลับมาได้อย่างปลอดภัย
แต่รัฐบาลและกองทัพ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะถูกจับตาว่า เอาเรื่องความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติไปแลกเปลี่ยนในดีลนี้หรือไม่?
ซึ่งรัฐบาลต้องรับฟังเสียงของประชาชนที่ไม่ต้องการให้มีการเปิดด่านในเร็ววันนี้
ตราบใดที่เส้นเขตแดนยังไม่มีความชัดเจน
ตราบใดที่ "รั้วชายแดน" ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ
ตราบใดที่เขมรยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะรุกคืบเอาดินแดนคืน และยังไม่สิ้นสภาพความเป็นภัยคุกคามกับไทย
ตราบนั้น..คนไทยคงไม่ยอมให้รัฐบาล และกองทัพไปญาติดีกับเขมรง่ายๆ ท่ามกลางคราบเลือด และรอยน้ำตาของญาติทหาร และคนชายแดนที่ยังไม่ทันเหือดแห้งดี
คุณผู้อ่านล่ะคะ คิดว่ายังไงกันบ้าง ?
คิดว่าการปล่อยตัวลุงโยชน์ในครัังนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า ... มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ค่ะ
คุณนายพิม เมียแม่ทัพ รายงาน

