หน.ทับลานแจง! ปมดราม่า "แนวเขตปี 43 กับ 24" ยันไม่ได้ค้านแก้ปัญหา แต่ต้องยึดหลักความจริง-เป็นธรรมทุกฝ่าย

ปราจีนบุรี–"ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ" หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน มรดกโลก (ผืนป่ารอยต่อจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครราชสีมา) แหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก! ได้ออกมาเปิดใจชี้แจงอย่างเร่งด่วน หลังพบสื่อโซเชียลและสำนักข่าวบางแห่งพาดหัวข้อข่าวในลักษณะที่อาจสร้างความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงต่อสาธารณชน สืบเนื่องจากกรณีที่มีการนำเสนอประเด็นว่า “หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานไม่เห็นด้วยกับการใช้แนวเขตปี 2543 และเห็นชอบว่าแนวเขตปี 2524 มีความเหมาะสมแล้ว” จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทางด้านนายประวัติศาสตร์จึงได้ออกมาชี้แจงถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงเพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อน
เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี นายประวัติศาสตร์ เปิดเผยว่า การพาดหัวข่าวในลักษณะดังกล่าวสั้นเกินไปจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด แท้จริงแล้ว ตนและทางอุทยานแห่งชาติทับลาน รวมถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่ได้ปฏิเสธการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร แต่อยากให้กระบวนการพิจารณาตั้งอยู่บนรากฐานของ "ความเป็นจริง"

"คำว่าแนวปี 24 ที่ผมพูดถึงนั้น ไม่ใช่การดื้อดึงจะเอาแนวเขตเดิมโดยไม่สนใจใคร แต่หมายถึงเราจำเป็นต้องย้อนกลับไปศึกษาและตรวจสอบข้อมูลว่า ณ ขณะที่มีการประกาศแนวเส้นเขตอุทยานฯ ในปี 2524 นั้น เส้นดังกล่าวได้ไปประกาศทับที่ดินทำกินหรือชุมชนของราษฎรตรงไหนบ้าง และมีจำนวนเท่าไหร่กันแน่" นายประวัติศาสตร์ กล่าว

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวต่อไปว่า เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้วว่ามีพื้นที่ตรงไหนที่ทับซ้อนกับชาวบ้านอย่างแท้จริง ก็นำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประกอบการพิจารณาในคณะกรรมการร่วมที่มีการจัดตั้งขึ้น เพื่อหาแนวทางร่วมกันว่าจะปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบใดต่อไป ทั้งนี้ การชี้แจงดังกล่าวเสมือนเป็นการยืนยันว่า ทางอุทยานฯ มุ่งหวังให้เกิดการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การต่อต้าน และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการกลางเพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรม ถูกต้องตามข้อเท็จจริง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่ายอย่างแน่นอน
เปิดใจ ... หน.ทับลาน ... “บุรุษเหล็ก” ผู้ไม่เคยถอย ป้องผืนป่าทับลานยาวนานกว่า 10 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า กรณีดังกล่าวนี้ เมื่อเร็ว ๆนี้ นายมานิตย์ สนับบุญ ผู้สื่อข่าวส่วนภูมิภาคประจำจังหวัดปราจีนบุรี ได้เจาะลึกสัมภาษณ์พิเศษ นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน บุรุษเหล็กผู้กุมบังเหียนผืนป่ารอยต่อ 2 จังหวัด (ปราจีนบุรี-นครราชสีมา) ผู้ที่ยืนหยัดปกป้องผืนป่าแห่งนี้มาอย่างยาวนานถึง 10 ปี เพื่อกะเทาะเปลือกความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ผืนป่า

หัวหน้าประวัติศาสตร์ ย้ำชัดถึงมติคณะกรรมการ One Map ที่ตกเป็นจำเลยสังคมว่า กระบวนการในปัจจุบันยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงแนวทางขั้นต้นในเชิงที่ปรึกษาเท่านั้น ขั้นตอนต่อจากนี้คือการจัดตั้ง “คณะกรรมการกลาง” ที่ระดมสมองจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ เพื่อร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขและขอบเขตพื้นที่อย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นรายแปลง

เมื่อถูกถามถึงกระแสเอื้อประโยชน์นายทุน หัวหน้าอุทยานฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่า “เจตนาที่แท้จริงคือการคืนความยุติธรรม โดยยึดเส้นแบ่งเวลาสำคัญคือปี พ.ศ. 2524 ซึ่งเป็นปีที่ประกาศจัดตั้งอุทยานฯ” ใครที่มาทีหลังแล้วฮุบผืนป่าถือเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ แต่สำหรับชาวบ้านที่ตั้งรกรากอยู่ดั้งเดิมก่อนปี พ.ศ. 2524 จะต้องมีการพิสูจน์สิทธิ์ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

การพิสูจน์สิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เต็มไปด้วยขวากหนามมหาศาล ดังนี้:
•ความเลือนลางของอดีต: การพิสูจน์พิกัดการอยู่อาศัยที่แท้จริงในปี พ.ศ. 2524 ทำได้ยากเนื่องจากเวลาผ่านไปนานมาก
•สงครามหลักฐาน: เกิดความขัดแย้งในการยอมรับหลักฐานทางเทคโนโลยี เช่น ภาพถ่ายทางอากาศหรือภาพถ่ายดาวเทียมเก่า
•กลลวงการเปลี่ยนสภาพพื้นที่: ในอดีตมีการนำเครื่องจักรกลหนักเข้ามาปรับสภาพพื้นที่อย่างรวดเร็วเพียงข้ามคืน ทำให้ยากจะแยกแยะการบุกรุกใหม่
•ทัศนคติและผลประโยชน์: ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการครอบครองสิทธิ์ ทำให้การอธิบายด้วยหลักกฎหมายทำได้ยาก

นอกจากศึกที่ดินแล้ว อุทยานแห่งชาติทับลานยังต้องรับมือกับ “วิกฤตช้างป่า” ที่ขยายอาณาเขตออกนอกป่าลึกจนไปถึงอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี หัวหน้าอุทยานฯ จึงเสนอให้ใช้ระบบ “Provincial Hub” มองป่าแบบองค์รวม และพัฒนาแหล่งน้ำอาหารในป่าลึก เช่น บริเวณ “ลำแปง” จ.นครราชสีมา และ “ผาเม่น” จ.ปราจีนบุรี เพื่อดึงช้างกลับเข้าสู่ป่าลึก
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังพบสัญญาณการกลับมาเคลื่อนไหวของขบวนการลักลอบตัด “ไม้พะยูง” ที่เปลี่ยนเส้นทางมุ่งสู่ชายแดนไทย-ลาว แทนเส้นทางฝั่งกัมพูชาที่ถูกปิดลง ซึ่งเป็นภารกิจเสี่ยงตายที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องเผชิญอยู่ทุกวันเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติของชาติเอาไว้

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการถือครองที่ดินทับซ้อนและรับฟังเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในโครงการ พมพ. และ คจก. ก่อนจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจสภาพพื้นที่จริงครอบคลุมพื้นที่รอยต่อ 4 อำเภอ 2 จังหวัด

ท่ามกลางตัวเลขพื้นที่ทับซ้อนและมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่นำมาใช้ในการพิสูจน์สิทธิ์นั้น คำถามที่นักอนุรักษ์ทั่วประเทศยังคงเฝ้ารอคำตอบคือ ท่ามกลางคดีบุกรุกกว่า 552 แปลง หากรัฐบาลถอยหลังด้วยการเพิกถอนพื้นที่ จะเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้บุกรุกได้ใจหรือไม่?
เหตุการณ์นี้จึงนับเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของประเทศในการจัดสมดุลระหว่าง “การอนุรักษ์ผืนป่ามรดกโลก” กับ “สิทธิทำกินของประชาชนดั้งเดิม” ที่เรื้อรังมานานเกือบครึ่งศตวรรษ

### มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี###

