เปิดพิมพ์เขียว “ทับลานโมเดล” ปี 2569 แยกคนออกจากป่าด้วยวิทยาศาสตร์ คืนสิทธิ์คนรากหญ้า-เซฟผืนป่ามรดกโลก

เปิดพิมพ์เขียว “ทับลานโมเดล” ปี 2569 แยกคนออกจากป่าด้วยวิทยาศาสตร์ คืนสิทธิ์คนรากหญ้า-เซฟผืนป่ามรดกโลก





Image
ad1

ปราจีนบุรี/นครราชสีมา — ปมปัญหาข้อพิพาทกฎหมายที่ดินทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลาน ผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ในพื้นที่รอยต่อ 2 จังหวัด คือ จังหวัดปราจีนบุรี และ จังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานเกือบครึ่งศตวรรษ ทำเอาพี่น้องเกษตรกรตาดำ ๆ ต้องนอนผวาไร้ที่ดินทำกินที่ถูกต้อง ขณะที่ฝั่งนักอนุรักษ์ก็หวั่นเกรงการสูญเสียผืนป่า ล่าสุดปัญหานี้กำลังจะได้รับการพิสูจน์เชิงประจักษ์เมื่อมีการเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในระดับนโยบาย

เมื่อเวลา 19.20 น.  วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี    ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช   แจ้งว่า “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ “นายอรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เตรียมนำคณะข้าราชการลุยพื้นที่จริงแบบ “ถึงลูกถึงคน” ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ โดยกระทรวงทรัพย์ฯ ได้ออกหนังสือด่วนที่สุดเลขที่ ทส ๐๒๐๑.๖/๒๑๙๙ เทียบเชิญกองทัพสื่อมวลชน ทั้งสื่อส่วนกลางและนักข่าวส่วนภูมิภาคประจำทั้ง 2 จังหวัด มาร่วมเป็นโซ่ข้อกลาง สื่อสารความรู้ที่ถูกต้อง และร่วมเป็นสักขีพยานความโปร่งใสในครั้งนี้

ตามกำหนดการอย่างเป็นทางการ    ภารกิจจะเริ่มต้นขึ้นในเวลา 13.00 น. ณ โรงเรียนบ้านราษฎร์พัฒนา ต.บ้านราษฎร์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จะร่วมกันกางแผนที่ชี้แจงแนวทาง "ขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิ์" เพื่อปรับความเข้าใจและแก้ไขข้อบกพร่องของข้อมูลร่วมกับสื่อมวลชน

จากนั้น คณะรัฐมนตรีและตัวแทนสื่อมวลชนจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจสภาพป่าและการถือครองที่ดินจากมุมสูง ล็อกเป้า 4 อำเภอยุทธศาสตร์รอยต่อ 2 จังหวัด ได้แก่ อ.เสิงสาง, อ.ครบุรี, อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เพื่อให้เห็นสภาพข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ไฮไลท์สำคัญในเวลา 13.30 น. คณะของรัฐมนตรีจะบุกเข้าพื้นที่ชุมชน “โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง” (พมพ.) และ “โครงการ คจก.” ในเขตอำเภอเสิงสาง เพื่อรับฟังเสียงสะอ้อนจากหัวอกชาวบ้านตัวจริงเสียงจริง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐเคยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ยุคปราบปรามคอมมิวนิสต์ ทว่าจนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ชัดเจน จนต้องตกเป็นจำเลยสังคมเยี่ยงผู้บุกรุกป่าทั้งที่อยู่มาหลายสิบปี การลงพื้นที่ร่วมกับสื่อมวลชนครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการคืนความเป็นธรรมให้คนรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปากอย่างสง่าผ่าเผย โดยรัฐบาลย้ำชัดว่า "มาเพื่อแก้ปัญหาและเยียวยาคนอยู่กับป่า ไม่ได้มาทำลายวิถีชีวิต"

เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนให้แก่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ได้จำแนกแนวทางการจัดการที่ดินทับซ้อน (One Map) ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1. จำแนกพื้นที่เพิกถอน (โอนย้ายสิทธิ์) รวม 155,865.47 ไร่

เป็นพื้นที่ที่ผ่านการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และภาพถ่ายดาวเทียมแล้วพบว่า รัฐบาลเคยจัดสรรให้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินแก่ประชาชนมาก่อนประกาศเขตอุทยานฯ (พ.ศ. 2524) โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม:

• กลุ่มที่ 1: พื้นที่ทับซ้อน ส.ป.ก. เดิม (53,416.47 ไร่) เห็นควรเพิกถอนและส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการตามกฎหมาย
• กลุ่มที่ 2: พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี (8,328 ไร่) เห็นควรส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดูแลต่อ
• กลุ่มที่ 3: พื้นที่โครงการ พมพ. และ คจก. (87,500 ไร่) แปลงใดที่ยังไม่ออก ส.ป.ก. 4-01 จะถูกจัดทำเป็น ส.ป.ก. แปลงรวม ตามแนวทาง คทช. เพื่อให้ตกถึงมือเกษตรกรผู้ยากไร้จริง ๆ
• กลุ่มที่ 4: พื้นที่ที่ราชพัสดุ (6,621 ไร่) เป็นพื้นที่สนามฝึกซ้อมรบในราชการทหารที่มีมาก่อนประกาศอุทยานฯ ส่งมอบให้กรมธนารักษ์ดูแลต่อไป

2. คงสถานะอุทยานฯ ป่าธรรมชาติ 109,420.99 ไร่ (เอกซเรย์ทุนฮุบป่า)

พื้นที่กลุ่มนี้เป็นป่าธรรมชาติ หรือพื้นที่นอกโครงการจัดสรรของรัฐ บอร์ดอุทยานฯ มีมติให้ "คงสถานะเป็นป่าอุทยานฯ ไว้ตามเดิม" เพื่อรักษาผืนป่ามรดกโลก โดยจะใช้กลไกตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เดินหน้า "พิสูจน์สิทธิ์รายแปลง" ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน เพื่อคัดกรองว่าแปลงใดเป็นของชาวบ้านดั้งเดิม และแปลงใดเป็นของกลุ่มทุนที่บุกรุกสร้างรีสอร์ตหรือบ้านพักตากอากาศ (ซึ่งมีแปลงคดีอยู่กว่า 552 แปลง) หากพบเป็นนอมินีนายทุนจะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดและยึดคืนทันที

เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสสวมรอยในระหว่างการปรับปรุงแนวเขต กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ออกประกาศคำสั่งพิเศษเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ห้ามซื้อขาย หรือเปลี่ยนมือผู้ครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานโดยเด็ดขาด หากตรวจพบการฝ่าฝืน จะบังคับใช้กฎหมายทางอาญาขั้นสูงสุด รวมถึงมาตรการทางปกครองรื้อถอนทำลายทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขาย

ทางด้าน รมว.สุชาติ ชมกลิ่น ได้เน้นย้ำเพื่อความสบายใจของภาคส่วนอนุรักษ์ว่า การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ถือเป็น "กรณีเฉพาะ (ทับลานโมเดล)" เนื่องจากมีความสลับซับซ้อนและเรื้อรังมานาน ยืนยันว่าจะไม่มีการนำโมเดลการเพิกถอนพื้นที่นี้ไปใช้ขยายผลกับอุทยานแห่งชาติแห่งอื่น ๆ ในประเทศไทยอย่างแน่นอน

การระดมสื่อมวลชนทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นลงพื้นที่ในวันอาทิตย์พรุ่งนี้ ( 28 มิ.ย.)   จึงเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ในการร่วมกันจัดสมดุลระหว่าง "การอนุรักษ์ผืนป่ามรดกโลก" กับ "สิทธิ์ทำกินของประชาชนดั้งเดิม" ให้จบลงด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่สุด

ข้อสรุปการนำเสนอแก้ปัญหา

การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566
(ตามข้อเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โครงการ (One Map)
จำแนกพื้นที่ตามผลการปรับปรุงแนวเขต อช.ทับลาน ตามมติ ครม. 14 มี.ค 66 แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. กลุ่มที่เสนอให้มีการเพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ดังนี้
1.1. กลุ่มที่ 1 (สีเหลือง) พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 
เนื้อที่ประมาณ 53,416.47 ไร่

แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งมอบให้ สปก. โดยให้ สปก.ดำเนินการ เนื่องจากราษฎรได้รับสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นการครอบครองที่ดินตามสิทธิกฎหมาย
1.2. กลุ่มที่ 2 (สีขาวคาดเหลือง) เป็นพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 
 25 พฤษภาคม 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่
แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งมอบให้ สปก. ในพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี 
1.3. กลุ่มที่ 3 (สีส้ม) พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) ตามมติ ค.ร.ม. 28 กรกฎาคม 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่
แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งมอบให้ สปก. ดำเนินการ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร สปก. 4-01 ให้พิจารณาเป็น สปก.แปลงรวม ตามแบบ คทช.

1.4. กลุ่มที่ 4 (สีชมพู) พื้นที่ราษฎรที่อยู่นอกเขต สปก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ 109,420.99 ไร่ 
แนวทาง เห็นควรให้กำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติทับลานเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีโครงการของรัฐจัดสรรให้ประชาชนใช้ประโยชน์ บางส่วนเป็นประชาชนอยู่อาศัยหรือทำกินที่มีการสำรวจพิสูจน์สิทธิการครอบครองไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย และสำรวจตรวจสอบแปลงที่ดิน ตามม.64 แห่งพ.ร.บ.อช. 62  หากเพิกถอนอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีการครอบครองที่ดินของราษฎรที่อ้างว่ามีการครอบครองที่ดินมาก่อนประกาศอุทยานแห่งชาติ ต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่นๆ ทั่วประเทศได้ จึงควรใช้แนวตามม. 64 แห่งพ.รบ.อช. 2562  สำหรับประชาชนที่ได้มีการสำรวจการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน สามารถดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หากพิสูจน์สิทธิได้ว่าอยู่มาก่อนการเป็นที่ดินของรัฐ ให้ถือว่าราษฎรได้สิทธิตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ไม่รอนสิทธิประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินอยู่เดิมที่จะขอพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว
   

1.5. กลุ่มที่ 5 (สีขาวคาดแดง) ที่ราชพัสดุ สนามฝึกซ้อมรบ ก่อนการกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ 6,621 ไร่
แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ ตามการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุในราชการทหารเนื้อที่ประมาณ  6,621 ไร่ 
2. พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 86,966.29 ไร่  แนวทาง เห็นควรให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ ร่วมสำรวจบริเวณที่จะขยายเขตตามสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมจะกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติทับลานต่อไป
และความเห็นประกอบการดำเนินการ ดังนี้
1. พื้นที่ที่มีสภาพป่าหรือพื้นที่ที่ไม่มีบุคคลใดครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายสมควรรักษาไว้เป็นพื้นที่ป่าหรือพื้นที่สาธารณประโยชน์ของชุมชนเพื่อให้เป็นป่าชุมชนในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน 
2. ขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(สคทช.) พิจารณานำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรี
เพื่อโปรดพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอนี้ต่อไป

นายประวัติศาสตร์  จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน
3. พื้นที่ภายหลังการเพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน บริเวณที่ติดแนวเขตป่าอนุรักษ์หรือแนวกันชน(Buffer Zone) ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ส่งเสริมให้ราษฎรที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม 
4. บรรดาคดีที่เกิดขึ้นก่อนการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ให้สปก. ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย สปก. และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
5. พื้นที่กลุ่มที่ 1, 2, 3 ที่เตรียมเพิกถอนไม่รับรองสิทธิรายที่ถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย

### มานิตย์ สนับบุญ /ปราจีนบุรี ###